โรคหัวใจ (โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือ Cardiovascular Disease ; CVD)

โรคหัวใจ (โรคหลอดเลือดหัวใจ)----feat

โรคหัวใจเป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงถึงชีวิต หากไม่ได้รับการป้องกัน และรักษาอย่างถูกวิธี

ความหมายและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคหัวใจ (โรคหลอดเลือดหัวใจ)

โรคหัวใจ หมายถึง ภาวะต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ อาการต่าง ๆ ได้แก่

  •  ภาวะหลอดเลือดแข็ง หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Atherosclerotic) เป็นโรคหัวใจที่ส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดแดงที่ส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจ
  •  โรคลิ้นหัวใจ (Valvular heart disease) มีผลกระทบต่อการทำงานของลิ้นหัวใจที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลเข้าออกของเลือดที่หัวใจ
  •  โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม (Cardiomyopathy) มีผลกระทบต่อการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ
  •  หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmias) เป็นผลกระทบต่อการนำไฟฟ้าในหัวใจ
  •  หัวใจติดเชื้อ เป็นความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด

ความหมายและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นโรคหัวใจที่สามารถพบได้มากที่สุด

เมื่อคราบไขมันเกาะติดที่ผนังหลอดเลือดมาก ๆ จนหลอดเลือดแดงบางส่วนตีบตัน จะทำให้เลือดมีการไหลเวียนที่ยากมากขึ้น และทำให้เลือดไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ จึงอาจก่อให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันได้

อาการหัวใจวายเกิดขึ้นเมื่อลิ่มเลือดเกิดการอุดตันในหลอดเลือด ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ไม่ได้รับเลือดเริ่มตาย

โรคหลอดเลือดหัวใจจะสามารถวินิจฉันเบื้องต้นได้จากประวัติของผู้ป่วย และการตรวจร่างกาย จากนั้นจึงมีการตรวดเลือดด้วย EKG blood tests และวินิจฉัยจากภาพของหลอดเลือดและกล้าเนื้อหัวใจเผื่อเป็นการยืนยันผล

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค หลายครั้งที่การเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การกินอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หยุดสูบบุหรี่ ควบคุมความดันโลหิต ระดับคอเลสเตอรอล และเบาหวาน ก็อาจช่วยกำจัดความตีบของหลอดเลือดได้ และในบางคนต้องรักษาด้วยการผ่าตัด หรือขั้นตอนอื่น ๆ ในการรักษา

สัญญาณและอาการโดยทั่วไปของโรคหลอดเลือดหัวใจ

สัญญาณและอาการโดยทั่วไปของโรคหลอดเลือดหัวใจ ประกอบไปด้วย

  • เจ็บหน้าอก (Angina) โดยอาการนี้อาจเคลื่อนไปที่แขน คอ หรือหลังได้
  • หอบ
  • เหงื่อออก
  • คลื่นไส้
  • จังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ

ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่จะมีอาการเจ็บหน้าอก และบางคนอาจจะมีอาการอาหารไม่ย่อย หรือแพ้การออกกำลังกาย ทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติได้

โรคหลอดเลือดหัวใจคืออะไร

โรคหลอดเลือดหัวใจคืออะไร

หัวใจเป็นเหมือนกล้ามเนื้อส่วนหนึ่งในร่างกาย ที่ต้องการเลือดที่มีออกซิเจนในการหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ให้สามารถสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย รวมถึงสูบฉีดเลือดให้หัวใจเองด้วย ซึ่งหลอดเลือดแดงเหล่านี้จะแยกจาก Aorta (หลอดเลือดใหญ่ที่นำเลือดดีออกจากหัวใจ) ออกมาปกคลุมรอบหัวใจ

เมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบจะทำให้เลือดส่งไปยังหัวใจได้ยาก โดยเฉพาะตอนที่ออกกำลังกาย ซึ่งอาจทำให้ปวดกล้ามเนื้อหัวใจเหมือนกันที่ปวดกล้ามเนื้อบริเวณอื่นของร่างกาย และหากหลอดเลือดยังคงตีบอย่างต่อเนื่อง ก็ต้องลดการทำกิจกรรมต่าง ๆ ลง เพื่อลดความเครียดของกล้ามเนื้อหัวใจที่ก่อให้เกิดอาการดังกล่าว โดยอาการที่พบได้ทั่วไปก็คือ อาการเจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก และหายใจถี่ อาการเหล่านี้เรียกกว่า Angina

หากหลอดเลือดหัวใจเกิดการอุดตันโดยสมบูรณ์ จะทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงบางส่วนของกล้ามเนื้อหัวใจได้ และทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นตาย ซึ่งจะเกิดเป็นอาการที่เรียกว่าหัวใจวาย หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial Infarction)

ใครที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

ใครที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

สิ่งต่อไปนี้คือปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบ และเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจสูงขึ้นมากขึ้น

  • การสูบบุหรี่
  • ความดันโลหิตสูง (Hypertension)
  • คอเลสเตอรอลสูง
  • โรคเบาหวาน
  • คนในครอบรัวเคยมีประวัติการป่วยเกี่ยวกับหัวใจ โดยเฉพาะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดในสมอง (Stroke)
  • โรคอ้วน

โรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ และโรคหลอดเลือดในสมอง มีสาเหตุของปัจจัยเสี่ยงที่เหมือนกัน ดังนั้นหากผู้ป่วยเกิดเป็นโรคใดโรคหนึ่ง ก็อาจจะเกิดโรคอื่นตามมาได้

อะไรคือสัญญาณเตือนและอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ

อะไรคือสัญญาณเตือนและอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ

อาการโดยทั่วไปที่เกิดขึ้นคืออาการเจ็บหน้าอก (Angina) หรือการเจ็บที่หัวใจ โดยจะรู้สึกหนักบริเวณส่วนกลางของหน้าอก และแผ่ขยายออกไปยังแขนหรือกราม (มักจะเกิดขึ้นที่ฝั่งซ้าย) นอกจากนี้ยังอาจมีอาการหายใจหอบถี่ ซึ่งอาการจะถูกกระตุ้นเมื่อมีการทำกิจกรรมต่าง ๆ และเบาลงเมื่อได้พัก

บางคนอาจมีอาการอาหารไม่ย่อยและคลื่นไส้ ร่วมกับอาการปวดหน้าท้องส่วนบน ไหล่ และหลังด้วย

โดยทั่วแล้วอาการเจ็บจากโรคหัวใจจะมีอาการที่เหมือนกัน แต่หากศึกษาให้ลึกมากขึ้นจะพบว่าแต่ละกลุ่มคนจะมีอาการที่แตกต่างกัน เช่น ผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวาน และหญิงสูงอายุอยากมีอาการเจ็บที่ต่างออกไปเมื่อเกิดโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ และอาจมีอาการอ่อนล้าหรือเกิดความเปลี่ยนแปลงไปเมื่อทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ เช่น การเดิน การขึ้นบันได หรือว่าทำงานบ้าน และอาจรู้สึกไม่สบายตัว

บ่อยครั้งที่สัญญาณและอาการที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกจะเป็นอาการหัวใจวาย ซึ่งอาจนำไปสู่อาการแน่นหน้าอก หายใจถี่ เหงื่อออก และอาจหัวใจตายอย่างกะทันหัน

อะไรคือสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ

อะไรคือสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดหัวใจมักเกิดจากการดำเนินชีวิตที่เป็นความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดตีบ เช่น การสูบบุหรี่ การควบคุมความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน ก็สามารถทำให้เกิดการอักเสบและระคายเคืองที่เยื่อชั้นในของหลอดเลือดแดงได้ เมื่อเวลาผ่านไป คอเลสเตอรอลในกระแสเลือดสามารถที่จะสะสมบริเวณที่มีการอักเสบจนเกิดเป็นคราบจุลินทรีย์ได้ และหากสะสมไปเรื่อยๆก็จะทำให้หลอดเลือดตีบ ซึ่งถ้าหลอดเลือดแคบลงจากปกติลงไป 40 – 50 % ก็เป็นปริมาณที่มากพอที่จะทำให้เกิดกอาการเจ็บหน้าอกได้ในบางครั้ง คราบจุลินทรีย์อาจเกิดการแตกตัว ซึ่งจะก่อให้เกิดก้อนเลือดในหลอดเลือด และก้อนเลือดเหล่านี้สามารถที่จะทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้เลือดไม่สามารถนำออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อหัวใจบางส่วน และเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ โดยหากไม่ได้รับการรักษาโดยไวก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวในไม่สามารถฟื้นกลับขึ้นมาทำงานได้อีก และจะถูกแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อของแผลเป็น นอกจากนี้ แผลเป็นที่เกิดขึ้นยังลดความสามารถในการสูบฉีดเลือดของหัวใจ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือดได้ (Cardiomyopathy)

กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดอาจทำให้เกิดการระคายเคือง และทำให้การนำไฟฟ้าของหัวใจผิดปกติ คือ หัวใจห้องล่างซ้ายเต้นเร็ว (Ventricular Tachycardia) และหัวใจห้องล่างซ้ายเต้นแผ่วระรัว (Ventricular Fibrillation) ซึ่งภาวะหัวใจเต้นผิดปกตินี้เกี่ยวข้องกับการตายของหัวใจอย่างกะทันหัน

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ

การวินิจฉัยในขั้นต้น จะเริ่มวินิจฉัยจากประวัติของผู้ป่วย ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพควรมีความเข้าใจถึงอาการของผู้ป่วย หลายครั้งที่ผู้ป่วยบอกว่าไม่มีอาการเจ็บหน้าอก เพราะเข้าใจว่าเป็นแรงดัน ดั้งนั้นจึงอาจจะต้องมีวิธีการใช้คำพูดที่ต่างกันออกไป เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถอธิบายอาการของตนเองออกมาได้ชัดเจน โดยอาจจะต้องใช้เวลาในการอธิบายประกอบกับคำชี้แจงของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอาจใช้วิธีการถามถึงระดับของความเจ็บ ตำแหน่งที่เกิดอาการ หรือการแผ่ขยายของความเจ็บ นอกจากนี้ยังจำเป็นที่จะต้องทราบอาการที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น หายใจถี่, เหงื่อออก, คลื่นไส้, อาเจียน และอาหารไม่ย่อย รวมถึงอาการป่วยหรือความเมื่อยล้า

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ควรได้รับการวินิจฉัย ได้แก่ ความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน, คอเลสเตอรอลสูง, ประวัติศาสตร์การสูบบุหรี่,และประวัติของคนในครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ประวัติความเป็นมาของโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน หรือเส้นประสาทส่วนปลายยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่จะต้องได้รับการวินิจฉัยด้วย

การตรวจร่างกายอาจจะไม่ช่วยในการวินิจฉัยโรค แต่สามารถช่วยประเมินปัญหาอื่น ๆ ว่าเป็นสาเหตุของการเกิดอาการของผู้ป่วยหรือไม่ เช่น โรคที่เกิดจากปอด (Pulmonary Embolus), การฉีกเซาะของเอออร์ตา (Aortic Dissection) หรือกรดไหลย้อน (GERD) เป็นต้น

หลังจากการตรวจสอบประวัติและตรวจร่างกายแล้ว อาจจะต้องรับการวินิจฉัยเพิ่มเติมหากพบว่ามีโอกาสที่จะเกิดโรคหัวใจได้ ซึ่งมีวิธีในการวินิจฉัยการทำงานและกายวิภาพของหัวใจหลายวิธี ขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยแต่ละบุคคล

บ่อยครั้งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจะปรึกษากับอายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiologist) เพื่อทำการทดสอบการแพร่กระจายของโรคหลอดเลือดหัวใจ และแม้ว่าการใส่สายสวนท่อหัวใจจะเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคหัวใจ แต่ก็ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่จำเป็นต้องใช้วิธีการนี้

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram ; EKG, ECG)

หัวใจมีการบีบตัวด้วยไฟฟ้า และมีขั้วไฟฟ้าบนผิวที่สามารถจะจับบันทึกแรงกระตุ้นที่ก่อเป็นกระแสไฟฟ้าทั่วกล้ามเนื้อหัวใจ หากกล้ามเนื้อหัวใจมีการไหลเวียนเลือดที่ลดลงจะสามารถพบความผิดปกติของไฟฟ้าผ่านการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจได้ (EKG)

หากค่าการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจปกติ นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือไม่มีการอุดตันของหลอดเลือด แต่อาจมีการอาจมีการอุดตันที่ยังไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับกล้ามเนื้อหัวใจ ส่วนค่าการตรวจไฟฟ้าที่ออกมาผิดปกติ ก็อาจจะเป็นค่าปกติสำหรับผู้ป่วยบางคน ดังนี้การอ่านค่าจะต้องตีความหมายตามสถานการณ์ของผู้ป่วย

ทางที่ดีควรที่จะนำผลการตรวจก่อนหน้ามาเปรียบเทียบ เพื่อตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้า

การทดสอบความอึด

เป็นการตรวจสอบสรรถภาพการทำงานของหัวใจขณะออกกำลังกาย ซึ่งหัวใจจะทำงานหนักขึ้นและอาจทำให้พบการทำงานที่ผิดปกติของหัวใจ อาจทำโดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะเดินบนลู่วิ่ง หรือปั่นจักรยานการใช้ยากระตุ้นหัวใจ สามารถใช้กับผู้ป่วยที่ไม่สามารถออกกำลังกายได้จากอาการบาดเจ็บหรือสภาพทางการแพทย์ที่ไม่ดี ยาที่ใช้ ได้แก่ Adenosine, Persantine และ Dobutamine

Echocardiography

การตรวจหัวใจด้วยเครื่องเสียงความถี่สูง (Echocardiography)

การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound) หัวใจ เป็นการประเมินลักษณะทางกายภาพของลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ และการทำงานของหัวใจ ซึ่งอาจตรวจด้วยวิธีการนี้เพียงอยากเดียว หรือตรวจร่วมกับการทดสอบความอึดเพื่อตรวจการทำงานของหัวใจระหว่างออกกำลังกายด้วยก็ได้

การสร้างภาพนิวเคลียร์

วิธีการนี้ทำได้โดยการฉีดสารกัมมันตภาพรังสีเข้าไปในหลอดเลือดดำ เพื่อตรวจการไหลเวียนไปยังหัวใจของเลือด โดยสามารถฉีดสาร Technetium หรือ Thallium ขณะที่กำลังใช้ตัวนับสารกัมมันตภาพรังสีที่ใช้ในการดูเส้นทางการดูดซับสารกัมมันตภาพรังสีของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ รวมถึงวิธีการกระจายตัวออกไปในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจช่วยระบุได้ว่ามีการอุดตันของหลอดเลือดหรือไม่ โดยหากพื้นที่ของหัวใจไม่มีการดูดซับสารกัมมันตภาพรังสี แสดงว่าหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ และวิธีนี้ก็อาจทำขณะออกกำลังกายด้วยได้เช่นกัน

การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (Cardiac computerized tomography ; CT) และการตรวจเอ็กซ์เรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic resonance imaging ; MRI)

การใช้การสแกนเหล่านี้สามารถประเมินโครงสร้างของหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงแคลเซียมที่มีอยู่ในผนังหลอดเลือด เพื่อตรวจการอุดตันหรือการหดตัวของหลอดเลือด ซึ่งการทดสอบแต่ละแบบมีข้อดี และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ CT หรือ MRI จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของผู้ป่วย

การสวนหลอดเลือดหัวใจ

การสวนหลอดเลือดหัวใจ (Cardiac catheterization)

การสวนหลอดเลือดหัวใจเป็นวิธีมาตรฐานของการทดสอบการอุดตันของหลอดเลือด โดยจะทำการสวนท่อบางๆบางผ่านหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ ข้อศอก หรือข้อมือไปยังหลอดเลือดหัวใจที่มีการตีบ แล้วทำการฉีดสีย้อมเข้าไปในหลอดเลือดเพื่อประเมินผลทางกายวิภาค และดูว่ามีการอุดตันของหลอดเลือดหรือไม่

หากตรวจพบการอุดตันของหลอดเลือด ก็อาจจะต้องทำการขยายหลอดเลือดด้วยวิธีการที่เรียกว่า “บอลลูน” (Balloon Angioplasty) ในตำแหน่งที่มีการอุดตัน โดยทำการดันสายที่มีปลายเหมือนลูกโป่งเข้าไปในหลอดเลือดให้มีการขยายออก คราบต่างๆจะถูกดัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดกลับคืนมา รวมถึงอาจมีการใส่ขดลวดเล็กๆ (Stent) ไว้ในหลอดเลือด เพื่อป้องกันการตีบซ้ำของหลอดเลือด

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่สามารถทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคหัวใจหรือหัวใจวาย

การป้องกันเป็นกุญแจสำคัญในการหลีกเลี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ และเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา แต่เมื่อมีการสะสมของคราบรอบผนังหลอดเลือดแล้ว วิธีที่จะช่วยจำกัดการเจริญเติบโตของคราบนั้นทำได้ด้วยการปรับพฤติกรรมด้านสุขภาพด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ เลิกสูบบุหรี่ ควบคุมอาหาร รวมถึงควบคุมระดับความดันโลหิต ระดับคอเลสเตอรอล และโรคอ้วน

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้ยา

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้ยา

  • แอสไพริน (Aspirin) อาจใช้เป็นยาต้านเกล็ดเลือด หรือทำให้เกล็ดเลือด (เม็ดเลือดชนิดหนึ่งที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด) มีความข้นน้อยลง และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวาย โดยการที่จะใช้แอสไพรินเป็นประจำ จะต้องดูว่ามีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เกี่ยวกับโรคหัวใจหรือไม่
  • กลุ่มยาปิดกั้นเบต้า (Beta Blockers) จะช่วยหยุดการทำงานของอะดรีนาลีน (Adrenaline) ในหัวใจ ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง และยังช่วยให้หัวใจเต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความต้องการออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจในระหว่างการทำงาน
  • ยาปิดกั้นแคลเซียม (Calcium Blockerห) จะช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ไนเตรต (Nitrates) ช่วยขยายหลอดเลือดแดง และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจใช้ยาที่ให้ผลในระยะสั้น (Nitrostat) เพื่อรักษาอาการเจ็บเฉียบพลัน หรืออาจยาที่ให้ผลในระยะยาว (Imdur) เพื่อการเพื่อการป้องกันในระยะยาว

ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายวิภาคของผู้ป่วย และขอบเขตการอุดตันของหลอดเลือดว่าทำเป็นต้องทำการผ่าตัดหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ หรือการทำบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting ; CABG) หรือไม่

โรคหลอดเลือดหัวใจสามารถป้องกันได้หรือไม่

การที่หลอดเลือดจะเกิดการอุดตันจะต้องใช้เวลาถึง 10 – 15 ปี โดย American Heart Association และ American College of Cardiology ได้พัฒนาแนวทางเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพสามารถให้คำแนะนำ และรักษาผู้ป่วยเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้ ซึ่งจะให้น้ำหนักกับการลดน้ำหนัก, การรับประทานอาหาร, การออกกำลังกาย และการใช้ยาลดคอเลสเตอรอลที่เรียกว่า Statins

ในอดีตเป้าหมายของการใช้ยา Statin คือ การลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งถูกกำหนดไว้ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง หรือผู้ที่มีอาการหัวใจวาย แต่ปัจจุบันได้มีการแนะนำให้ผู้ป่วยหลายคนใช้ Statin เพื่อลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลง 50% ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง และ 30 – 50% ในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจรองลงมา

ผู้ป่วยที่เคยมีประวัติการหัวใจวาย, สมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack ; TIA) หรือโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ยา Statins อาจเหมาะสำหรับผู้ที่มีคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีสูง เช่น ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเกินกว่า 7.5%การป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด จะต้องมีการควบคุมความดันโลหิต, ควบคุมคอเลสเตอรอล, เลิกสูบบุหรี่ และโรคเบาหวานไปตลอดชีวิต

แพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจรักษาอะไรได้บ้าง

แพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจรักษาอะไรได้บ้าง

  • อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiologist) นอกจากการยืนยันการวินิจฉัยด้วยวิธีสวนหัวใจแล้ว ยังสามารถทำการรักษาด้วยการทำบอลลูน (Balloon Angioplasty) เพื่อขยายหรือเปิดหลอดเลือดแดงที่แคบหรืออุดตัน ให้เลือดสามารถไหลเวียนไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจได้ นอกจากนี้ช่วยรักษาผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายต่อกล้ามเนื้อหัวใจในอนาคต
  • แพทย์ศัลยกรรมทรวงอก (Cardiothoracic surgeons) จะทำงานที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ และการทำบายพาสขยายหลอดเลือด นอกจากนี้ยังรักษาหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ และทำการผ่าตัดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของหัวใจ
  • ผู้ให้บริการปฐมภูมิ (Primary Care Practitioners) ประกอบไปด้วย เวชศาสตร์ครอบครัว, อายุรศาสตร์ และนรีเวชกรรม มักจะวินิจฉัยเบื้องต้นเกี่ยวกับโรคหัวใจ และสามารถดูแลผู้ป่วยที่ไม่ได้มีอาการป่วยที่รุนแรง และไม่มีการรักษาที่ซับซ้อน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยในการลดปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับโรคหัวใจที่อาจจะเกิดขึ้น หรือเพื่อลดการแพร่ขยายการอุดตันของหลอดเลือด
  • เวชศาสตร์ฉุกเฉิน (Emergency physicians) มักจะทำการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเมื่อผู้ป่วยมีอาการของโรคหัวใจ โดยจะมีการทำงานร่วมกับอายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อรักษากล้ามเนื้อหัวใจที่ตายให้กลับมาโดยเร็วที่สุด
Facebook Comments

ทิ้งข้อความไว้